Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

                        

                                      ต้นยาแปะตำปึง

               ต้นแปะตำปึงเดิมเป็นต้นยามาจากประเทศจีน  ลักษณะของใบยาจะหนานุ่มคล้ายกำมะหยี  รสชาติของใบยาคล้ายชมพูที่ยังไม่แก่  

                   สรรพคุณ  ของใบยา ได้แก่ จะฟอกเลือด  ปรับระบบเลือดให้ดีขึ้น  น้ำเหลืองจะดีขึ้น  รักษาแผลภายใน - ภายนอก  ชะล้างสารพิษภายในร่ายกายออกทาง (อุจจาระ  ปัสสาวะ  และทางตา)  ทำให้กินข้าวใด้นอนหลับอาการปวดต่าง ๆ ก็จะหาย  ระบบหายใจจะดีขึ้นไม่เหนื่อยหอบ  ขับลมแน่นภายในช่องท้อง  โรคที่ใบยาแปะตำปึง  ได้รักษาหายมาแล้ว  ได้แก่โรคเบาหวาน  ความดันสูง-ต่ำ  โรคหืดหอบ-ภูมิแพ้  โรคมะเร็งทุกชนิด  ริดสีดวงทวารหนัก  งูสวัด โรคเก๊า  ขับนิ่ว  แผลสะเก็ดเงิน  แผดฝีหนองทั่วไป  โรคหัวใจ  โรคโลหิตจาง  เนื้องอกต่าง ๆ ในไต  ปวดเหงือก  ปวดฟันแผลอักเสบ  ปวดท้องประจำเดือน  คอเรสเตอรอล  ไขมันในเส้นเลือด  ไทรอยท์  ปวดเส้น  ปวดหลัง  โรคกระเพาะ ดวงตาที่เ็ป็นต้อ  ดวงตาอับเสบ  ขุ่นมัว  โรคผิวหนังทั่วไป  (สิว  ฝ้า  เป็นด่าง) <โรคเอดส์ถ้าทานใบยาก็จะมีผลให้สุขภาพดีขึ้น>  

                   วิธีการรับประทาน ใบสด  ควรรับประทานวันละ 1 ครั้ง  ประมาณ 2,3 หรือ 5 ใบ  เวลาที่ควรรับประทานใบยาที่ดีที่สุดคือ  ตี 5-7 โมงเช้า  เพราะลำไส้เริ่มทำงาน  ท้องยังว่างอยู่จะได้ผลเร็ว  ถ้าบางท่านที่ปวดเหงือก - ปวดฟัน ปากเป็นแผลลำคออักเสบ  ควรรับประทานใบยาในเวลากลางคืน (แปรงฟันให้เรียบร้อย)  ค่อยรับประทานใบยาเคี้ยวและอมทิ้งไว้สักระยะเวลาหนี่งแล้วค่อยกลืน  ผลที่จะได้ัรับคือ  ตื่นเช้าอาการปวดจะหายไป  จะขับถ่ายโล่งสบาย  จะมีขี้ตาออกมาเยอะหน่อย เพราะใบยาจะขับสารพิษออกทางตา  ถ้าใครปวดท้องและเป็นโรคกระเพาะให้รับประทานใบยาเดี่ยวนั้น  สักพักหนึ่งอาการปวดของโรคกระเพาะก็จะหายไป  ยังช่วยขับลมแก๊สที่แน่นในท้องออกด้วย  ยังสามารถนำใบยาแปะตำปึงใปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก นอกเหนือจากรับประทานใบสดแล้ว ได้แก่ 

                 1.นำใบยามาทำเป็นอาหาร  เช่น แกงจืด (15-20 ใบต่อ 1 ท่าน)

                 2.นำมาพอกตาสำหรับคนที่ดวงตาเป็นต้อ  ดวงตาอักเสบ  ตามัว  นำใบยาประมาณ 7-8 ใบ  มาขยี้ หรือใช้ครกตำก็ได้ บีบน้ำยาใส่ที่ดวงตา  แบ่งใบยาเป็น 2 ส่วน พอกไว้  20-30  นาที  ค่อยล้างออก  ผลที่ได้รับคือ  ดวงตาจะสว่างขึ้น  แผลต่าง ๆ จะหายไป รวมทั้งต้อด้วย  ถ้าท่านใดเป็นมาก  ควรทำไว้สักระยะหนึ่ง 

                  3. ท่านที่เป็นริดสีดวงทวารหนัก  ควรทานใบสด  และควรนำใบยามาขยี้หรือตำให้ได้พอเหมาะยัดใส่ทวารหนัก  จำทำให้แผลหายเร็ว  ติ่งที่โผล่ยุบเลือดที่ออกก็จะหยุด  

                                

                  การเก็บรักษาให้ได้นาน ถ้ามีใบยาที่แก่และเหลือง  นำมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง  นำมาปั่นหรือตำก็ได้  บีบน้ำยาใส่ถ้วย  นำไปนึ่งให้สุกปล่อยให้เย็นแล้วใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บไว้ใช้ได้นาน  ถ้าเป็นงูสวัด และแผลต่าง ๆ  ใช้น้ำยาทา  หรือนำใบยาสดมาตำพอกก็ได้  ตากแห้งทำใบชาได้

                   อาหารแสลงที่ควรระวัง  เช่น  เนื้อ  กุ้ง  ปลาหมึก  ปู  ปลาทู  ปลาร้า  หูฉลาม  กะปิ  ข้าวเหนียว  หน่อไม้  แตงกวา  หัวผักกาด  เผือก  สาเก  เครื่องดองของเมา  น้ำชา  กาแฟ  (ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงควรงด) <สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน> 

                   วิธีการปลูก ต้นยาแปะตำปึงเมื่อปลูกได้ระยะหนึ่งประมาณปีกว่าต้นแม่ก็จะตาย  ควรหักปักชำใหม่  เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีช่อดอกสีเหลืองไม่มีฝักและเมล็ด  ต้องปักชำเท่านั้น  ต้นยาชอบน้ำ  อากาศดี  ชอบแสงแดดพอสมควร  และดินร่วน  สิ่งที่ควรระวัง  คือ  เพี้ยแป้งชอบเกาะลำต้นและใบ  ถ้ามีเพี้ยแป้งก็จะมีมดแดง  จะทำให้ต้นยาเหียวแห้ง  และตาย  ต้องระวังสัตว์บางชนิดชอบกิน

                   หมายเหตุ ทุกท่านที่เจ็บป่วยเมื่อรับประทานใบยาแล้ว  ก็ควรไปพบแพทย์  และตรวจรักษาตามปกติ  และทานยาตามแพทย์สั่งส่วนใบยานั้นควรเป็นใบยาเสริมให้เจ็บป่วยหายเร็วขึ้นเท่านั้น  (ท่านที่มีต้นยาปลูก  และปลูกต้นยาพอรับประทานแล้วขอความกรุณาช่วยเหลือผู้อื่นด้วย  จะได้เป็นบุญกุศล  ที่ได้ช่วยผู้อื่นพ้นทุกข์)            

                   สนใจติดต่อ  ศูนย์ชุมนุมว่านยาสมุนไพรไทย อ.บุ่งคล้า  โทร (042)499052 

               หรือปรึกษาได้ที่อาจารย์ สุขพัฒย์โชค มหิศนันท์ โทร. 08-3415-8055

            * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

                                พระคาถา (ป้องกันภัยโรค)

                          เข มับปัด โต   อุ ปะสัม ปะ  เก ปิเส คิ

 ตั้งนะโม 3 จบ   ภาวนาให้เจริญรุ่งเรือง  ปลอดภัยจากอุบัติภัยทุกอย่างในโลก

                                          

                                 เกษตรวิจัย : ‘จักรนารายณ์หรือแปะตำปึง’ พืชสมุนไพรครอบจักรวาล


ใน บรรดาพืชสมุนไพรมีทั้งของไทยและต่างประเทศ มีการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของพืชแตกต่างกัน และมีคุณสมบัติมากน้อยแตกต่างกัน แต่ต้นยาที่ชื่อ “แปะตำปึง” จากประเทศจีน หรือบางท่านเรียกว่า     “จินฉี่เหมาเยี่ย” เข้ามาประเทศไทยพร้อมกับหญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา ไม่นานมานี้แต่แปะตำปึงหรือจินฉี่เหมาเยี่ย ถูกตั้งชื่อไทยว่า   “จักรนารายณ์” เป็นพืชพุ่มเตี้ย จัดอยู่ในตระกูล COMPOSITEA มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Gynura sarmentosa DC. มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดใบนุ่มเหมือนกำมะหยี่ ใบเป็นสีเขียวอ่อนเส้นใบด้านบนลึกเช่นเดียวกับกลางใบ แต่ด้านหลังใบกลับนูนขึ้น กิ่งก้านเปราะหักง่าย ส่วนอีกชนิดหนึ่งใบมีลักษณะค่อนข้างแหลม สีเขียว ประโยชน์ใช้ใบรับประทานสด ซึ่งมีกลิ่นคล้ายผลชมพู่สาแหรกขณะผลอ่อน แต่มีรสเย็น การขยายพันธุ์ใช้กิ่งปักชำ อนึ่งบางท่านบอกว่าชนิดใบยาวเรียก “จินฉี่เหมาเยี่ย” แต่สรรพคุณเหมือนกัน
    
สมาชิกชมรมไม้ดอกไม้ประดับและไม้ผลตลิ่งชันและเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่สถานีทดลองพืชสวนบางกอกน้อยของกรมวิชาการเกษตร บอกว่า ใช้ใบสดของแปะตำปึง รับประทานสดวันละ 5-7 ใบ ประมาณ 7 วัน รับประทานง่าย ๆ ไม่มีรสฝาดหรือขมแต่อย่างใด หรือจะรับประทานเป็นของเคียงกับลาบ ส้มตำ แหนม หรือจะผสมไปในสลัดผักก็ได้ โรคที่พืชสมุนไพรชนิดนี้มีผู้รับรองว่ารักษาหายแล้ว ได้แก่ โรคเบาหวาน, ความดันสูง-ต่ำ, หืดหอบ, ภูมิแพ้, โรคมะเร็งทุกชนิด, ริดสีดวง-ทวารหนัก, งูสวัด, โรคเกาต์ และขับนิ่ว, แผลสะเก็ดเงิน, พุพองฝีหนองทั่วไป, โรคหัวใจ, โลหิตจาง, เนื้องอกต่าง ๆ ในไต, ปวดเหงือกปวดฟัน, แผลอักเสบ, ปวดประจำเดือน, ไขมันในเส้นเลือด, ไทรอยด์, ปวดเส้นปวดหลัง, โรคกระเพาะอาหาร, ตาอักเสบ, ตาเป็นต้อ ขุ่นมัว ก็บอกแล้วไงว่าเป็นพืชสมุนไพรครอบจักรวาล
    
สำหรับ โรคตา ต่าง ๆ ใช้แปะตำปึงโขลกแล้วนำมาพอกที่ตาประมาณ 20-30 นาที หรือโรคเกี่ยวกับผิวหนังเช่น งูสวัด, ผิวเป็นหนองอักเสบ พุพอง ใช้แปะตำปึง มาโขลกผสมกับน้ำตาลทรายแดง โดยอาศัยคุณสมบัติของน้ำตาลทรายแดง ช่วยในการจับแปะตำปึงไม่    ให้หลุดร่วงง่ายเท่านั้นเอง ถึงอย่างไรก็ควรระวังเรื่องอาหารของแสลง เช่นเนื้อ, กุ้ง, หมึก     (ไม่เรียกว่าปลาหมึกเพราะไม่ใช่ปลา แต่เป็นสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง) ปู, ปลาทู, ปลาร้า,  กะปิ, หน่อไม้, ข้าวเหนียว, แตงกวา, หัวผักกาด, เผือก, สาเก, เครื่องดองของเมา และถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงควรงดน้ำชากาแฟด้วย
    
หลังจากที่ตัดกิ่งแปะตำปึง และเด็ดใบมารับประทานแล้ว จึงตัดกิ่งเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ 10-15 ซม. มาปักชำนำไปไว้ในที่รำไร และหมั่นรดน้ำเสมอ ประมาณ 7-10 วัน ก็จะแตกรากเป็นต้นใหม่ แต่พันธุ์ไม้ชนิดนี้ไม่ชอบร่มมากนัก และอายุต้นจะนานเพียง 1 ปีเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้นำมาเพาะชำขาย กระถางละ 20-25 บาท